วอนรัฐบอกสิทธิปชช.ยื่นศาลทำงานบริการสังคมแทนติดคุก-ริบทรัพย์

“วงเสวนา”เสนอเพิ่มโทษที่6“บริการสังคม”ในก.ม.อาญา ลดความเหลื่อมล้ำ“จนแล้วติดคุก” วอนภาครัฐช่วยบอกสิทธิปชช.ยื่นคำร้องต่อศาลตาม ม.30/1 เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ท่าพระจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มธ. จัดงานเสวนาวิชาการเรื่อง “ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม ร่วมหาแนวทางส่งเสริมให้การบริการสาธารณะแทนการปรับมีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม”

โดยน.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยลำดับต้นคือต้นทุนของชีวิตที่ไม่เท่ากันทางสังคมเพราะต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นทั้งค่าทนายความ ค่าเดินทางไปศาล รวมถึงการไม่เข้าถึงความรู้ทางกฎหมายโดยไม่ทราบว่ามีเรื่องทำงานสาธารณะแทนการกักขังอยู่ด้วย ทำให้ถูกกักขังและเมื่อออกมาสู่ภายนอกก็จะเกิดผลกระทบกับการใช้ชีวิตในสังคม ด้านนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มธ. กล่าวว่า มีคำกล่าวว่าคุกของไทยมีไว้ขังคนจนเพราะ 1.มีปัญหาเรื่องเงินประกันตัวที่ใช้วงเงินค่อนข้างสูง 2.ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับซึ่งกฎหมายใหม่ตั้งเรื่องค่าปรับไว้สูง ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็นำมาขังคุกแทน ตนมองว่าควรขังเท่าที่จำเป็นเพราะท้ายที่สุดเขาต้องกลับมาใช้ชีวิตปกติ ทั้งนี้ควรมีโทษอื่นด้วยๆ ไม่จำคุกแต่เพียงอย่างเดียว ทั้งที่มีมาตรา 30/1 ในประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2559 ให้ผู้ต้องโทษปรับที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับสามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอทำงานบริการสังคมหรือบริการสาธารณะได้ แต่ผู้ต้องโทษไม่ทราบเรื่องนี้ ขณะที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องไม่ได้บอก เป็นเรื่องที่ประชานชนต้องทราบเอง ทั้งนี้วิธีแก้ไขง่ายที่สุดโดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายคือทำอย่างไรให้จำเลยทราบว่ามีมาตรา 30/1 เช่น เสมียนศาลอาจบอกให้จำเลยทราบสิทธิข้อนี้ หรือตั้งเป็นแนวทางปฏิบัติทางศาลได้หรือไม่ หรือถ้าจะให้แก้กฎหมาย ทำได้โดยเพิ่มเรื่องการบริการสังคมในมาตรา 18 ของประมวลกฎหมายอาญาเข้ามานอกเหนือจากการริบทรัพย์ ปรับ กักขัง จำคุก ประหารชีวิต ได้หรือไม่ เพื่อทำให้ความเหลื่อมล้ำในประเทศลดน้อยลง โดยปรับตามความเหมาะสม. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews